Street Photo Thailand HOME PHOTOGRAPHERS LEGENDS NEWS ARTICLES FEATURED PROJECTS SUBMISSION SPTEP ABOUT CONTACT
Richard Kalvar ผู้ไม่ชอบคำว่า Street Photography
Posted by Akkara Naktamna - Nov 08, 2012 22:13
Richard Kalvar เกิดที่บลุ๊คลินเมื่อปี 1944 ในครอบครัวที่ยากจนข้นแค้นกว่าคนอื่นๆ เขามาจากชนชั้นแรงงานที่คนส่วนใหญ่จะมี "งาน" มากกว่ามี "อาชีพ" เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า "คุณสามารถหางานได้ตลอดแหละ ไม่ว่าจะขับแท็กซี เป็นบ๋อยในร้านอาหาร" Kalvar ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ในช่วงชีวิตมัธยมออกเที่ยวเรื่อยเปื่อยตามประสาวัยรุ่นกับเพื่อนๆของเขา ในช่วงนั้น Kalvar เริ่มรู้สึกว่ามีความคิดสร้างสรรค์บางอย่างผุดขึ้นในตัวเขา แต่เขาก็ไม่ได้เอาไปแสดงออกทางด้านไหน แต่ลึกๆ Kalvar ก็เริ่มรู้ตัวว่าเขามีความคิดริเริ่มมากกว่าเพื่อนๆในแก๊งค์ 

 
 
อย่างไรก็ตาม Kalvar ได้เรียนที่มหาวิทยาลัย Cornell ซึ่งเป็นที่ๆเขาเรียนการประพันธ์ แต่ไม่นานเขาก็ต้องหยุดเรียนและออกจากมหาวิทยาลัยในช่วงกลางทศวรรษ 1960 Kalvar เดินทางไปที่ New York และเริ่มหางานทำ เขาได้งานหนึ่งจาก Jérôme Ducrot ช่างภาพแฟชัน Kalvar ไม่ได้สนใจการถ่ายภาพจริงๆจังๆในตอนนั้น รวมถึงการถ่ายภาพแฟชันด้วย Kalvar เรียนรู้แค่การถ่ายภาพขั้นพื้นฐาน เพราะมันแค่ช่วยให้เขาได้ทำงานเท่านั้น
 
Kalvar เล่าว่า Ducrot เป็นคนที่มีความรู้กว้างขวางเรื่องการถ่ายภาพ และฉลาดมาก เขาแนะนำให้ Kalvar รู้เรื่องการถ่ายภาพอื่นๆนอกจากการถ่ายภาพแฟชัน เขาทำงานกับ Ducrot ปีนึงก็ลาออกไปหาสิ่งใหม่ อย่างที่เขาเรียกมันว่า "a big fight" ไม่ว่าการยุติการทำงานกับ Ducrot จะเป็นเพราะอะไรก็ตาม ความเป็นเพื่อนของคนทั้งคู่ก็ไม่ยุติตามไปด้วย Ducrot ให้กล้อง Pentax ตัวเล็กๆตัวหนึ่งกับ Kalvar เพื่อเป็นของขวัญส่งท้ายการทำงาน
 
Kalvar จัดการเรื่องเงินจำนวนเล็กน้อยที่ได้มาระหว่างการทำงานให้ Ducrot และวางแผนไปท่องเที่ยวยุโรป การเดินทางครั้งนี่เขาเกือบจะไม่ได้พกกล้องไปด้วยซะแล้ว เรื่องมีอยู่ว่า Kalvar ยัดของที่จะนำติดตัวไปใส่กระเป๋าจนแน่น และไม่มีที่พอสำหรับกล้อง Pentax เขาคิดในใจว่า "กล้องนี่มันจำเป็นด้วยเหรอ?"  แต่คงเป็นเพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกเกิดดลใจให้ Kalvar เอาของบางอย่างออกจากกระเป๋า และยัดกล้องถ่ายภาพเข้าไปแทน (Thanks God!) 

 
 
และนี่เป็นเหมือนช่วงนาทีแห่งชีวิตของ Kalvar เลยก็ว่าได้ที่หันเหชีวิตของเขาให้มาเป็นช่างภาพชื่อดังจนทุกวันนี้ เขาถ่ายภาพบ้างแต่เน้นท่องเที่ยวซะมากกว่าอย่างที่เขาเล่าให้ฟังว่า "มันไม่ใช่การไปถ่ายภาพ แต่ไปผจญภัยต่างหาก" ถึงอย่างไร เขาก็่ถ่ายเยอะอยู่เหมือนกัน และส่งฟิล์มกลับมาให้พ่อของเขา เขาไม่เคยเห็นภาพที่เขาถ่ายเลยจนกระทั่งเขาเดินทางกลับในอีก 10 เดือนต่อมา Kalvar ให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า หลังจากสิ้นสุดการเดินทางเขารู้เลยว่าเขาเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ มันเหมือนมีความเชื่อมโยงกับการที่เขาออกท่องเที่ยวไร้สาระไปวันๆกับเพื่อนๆของเขาในสมัยก่อน  เขาสามารถแสดงออกถึงตัวตน การมองสิ่งต่างๆ ผ่านทางการถ่ายภาพ
 
หลังจากที่ Kalvar กลับมาถึง New York เขาได้ทำงานเป็นพนักงานต้อนรับใน Photo Processing Lab แห่งหนึ่ง เขาสามารถอยู่ในตอนเย็นเพื่อพิมพ์ภาพถ่ายของเขาได้พิมพ์ภาพถ่ายที่ถ่ายมาจากยุโรปจำนวนหนึ่ง เขาชอบมันมาก จึงคิดว่าคนอื่นอาจจะชอบด้วย จึงลองเอาไปให้คนอื่นๆดู และก็จริงอย่างที่เขาคิด คนอื่นๆก็ชอบมันเช่นกัน

นักวิจารณ์ส่วนใหญ่บอกว่าภาพของ Kalvar คือ Street Photography ซึ่งมันไม่ใช่คำจำกัดความที่ Kalvar ชอบซักเท่าไหร่ เขาบอกว่า "มันไม่จำเป็นต้องถ่ายที่ถนนซะหน่อย" แต่คำอธิบายเหล่านี้ไม่เป็นปัญหาสำหรับ Kalvar นัก ถ้าใครจะเรียกมันว่า Street Photography เขารู้สึกว่าภาพถ่ายของเขาไม่ง่ายที่จะจำกัดความ เขาเรียกงานของเขาว่า unposed pictures of people และเป็นที่รู้กันว่าอาจรวมภาพถ่ายของสัตว์สิ่งของเข้ามาด้วย อย่างที่ Kalvar พูดว่า "เมื่อสิ่งเหล่านั้นสวมวิญญาณของมนุษย์เข้าไป" รวมถึงเป็นภาพที่ "ไม่สลักสำคัญ" หรือเรียกว่าสิ่งธรรมดาที่ไม่ทำตัวโดดเด่น และเป็นภาพที่มีส่วนที่สามารถ "เล่น" กับมันได้ (คำว่า "เล่น" สำคัญมากครับ : ผู้เขียน)

 
แม้ว่างานของเขาจะน่าสนใจต่อคนทั่วไปแค่ไหน มันก็ไม่ทำเงิน เขาต้องหางานถ่ายภาพที่ต้องหล่อเลี้ยงชีวิตเขาได้ด้วย อาทิ นิตยสารผู้หญิง หรือแม้กระทั่งการถ่ายภาพสินค้าที่ทำจากนิตติ้ง (Knitting) หรือทำงานการแสดงครั้งหนึ่งที่ฝรั่งเศสและเป็นการแสดงเพียงครั้งเดียวของเขา อย่างไรก็ตามเขาก็ใช้เวลาส่วนตัวทำโปรเจคถ่ายภาพของตัวเองเสมอๆ
 
ปี 1972 เขาได้ช่วยก่อตั้ง Viva Agency ขึ้นที่ฝรั่งเศส จนถึงปี 1975 Kalvar ก็ได้เข้าไปเป็นหนึ่งในช่างภาพของ Magnumphotos ในตำแหน่ง Nominee อีกสองปีต่อมาเขาจึงได้รับเข้าเป็น Full Member จนถึงเป็นรองประธาน และประธานของ Magnumphotos ในหลายปีถัดมา Kalvar ทำโปรเจคส่วนตัวในหลายๆประเทศไม่ว่าจะเป็นอิตาลี ฝรั่งเศส อังกฤษ อเมเริกา ญี่ปุ่น เขามีงานหลักเป็นการถ่ายภาพข่าว งานที่ได้รับมองหมายจากเอกชนต่างๆ เขาได้รับโปรเจคที่ไม่มีวันสิ้นสุดที่โรมอีกด้วย เรียกว่าได้ทำงานกันตลอดชีวิตเลยทีเดียว  
 
งานภาพถ่ายของเขาที่เป็นงานหลักไม่ว่าจะ Commercial, Assignment ต่างๆมักเป็นภาพสีซะส่วนมาก แต่โปรเจคส่วนตัวของ Kalvar จะเป้นภาพขาวดำเสมอ 
เขาเคยบอกไว้ว่า "การที่จะให้ภาพดูน่าพิศวงนั้น เกิดจากการทำให้เรื่องจริงกลายเป็นเรื่อง "นามธรรม" ดังเช่นการที่ช่างภาพจับเอาเสี้ยววินาทีหนึ่งไปแช่ไว้ในกรอบสี่เหลี่ยม มันจะไม่เคลื่อนไหว และเราจะมองเห็นวินาทีนั้นไปตลอดกาล ซึ่งภาพขาวดำเป็นตัวช่วยเพิ่มความเป็นนามธรรมให้มากขึ้น ภาพสีเป็นเรื่องจริงเกินไปสำหรับผม มันน่าสนใจน้อยกว่า"

 
 
นอกจาก Pentax แล้ว Leica เป็นกล้องที่ Kalvar ใช้ เขาเดินเยอะมาก Kalvar บอกว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องไปในที่ๆน่าสนใจ เพราะมันมักมีเรื่องต่างๆเกิดขึ้นเสมอ เขาพยายามอยู่ใกล้ๆคนที่กำลังคุยกัน เฝ้าสังเกตุอากัปกริยาของแต่ละคน ช่างภาพต้องไม่เป็นที่สังเกตุ อดทนเฝ้ารอสิ่งน่าสนใจที่กำลังจะเกิดขึ้น การจะได้ภาพที่ต้องการต้องไปอยู่ในที่ๆน่าสนใจ และจำต้อง "ตื่นตัว" อยู่เสมอ
 
ในฝรั่งเศสมีคำๆหนึ่ง Disponible หมายถึงการเตรียมพร้อมทั้งทางความรู้สึก และอารมณ์เพื่อรอรับอะไรบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น คำๆนี้มีความเกี่ยวข้องอย่างประหลาดกับ Decisive Moment ที่ HCB ได้บอกไว้ มันเป็นการผสมผสานระหว่างการตื่นตัวสูงสุด การตอบสองอย่างฉับไว และการวางเฉยจนกระทั่งมีจังหวะที่น่าสนใจเกิดขึ้น 
 
Kalvar ก็เหมือนคนธรรมดาทั่วไป เขาถ่ายภาพผิดพลาดไว้เยอะมาก และบางครั้งเขาก็พลาดกับช็อตง่ายๆอย่างไม่น่าเชื่อ เนื่องจาก Kalvar มีปัญหากับการเข้าสังคมพอสมควร "ผมมีลักษณะของคนขี้อาย ขี้โกง และขี้โมโหในเวลาเดียวกัน บางครั้งผมกล้า แต่บางครั้งก็ขี้ขลาด" Kalver เข้มงวดกับภาพถ่ายของเขาเองค่อนข้างมาก ชนิดที่ว่าต้องดีเพียงพอตามมาตรฐานของเขา นิทรรศการของ Richard Kalvar ที่ผ่านมา มีภาพถ่ายไม่ถึง 90 ภาพเท่านั้นที่ออกแสดง นั่นแสดงถึงการรักษามาตรฐานที่ดีเยี่ยมของเขา

 
 
ปัจจุบัน Richard Kalvar ยังมีชีวิตอยู่ หนังสือภาพล่าสุดของเขาคือ Earthlings เมื่อปี 2007 http://www.amazon.com/Earthlings-Richard-Kalvar/dp/2080300091 แถมยังมี Facebook Fanpage ด้วยที่ https://www.facebook.com/RichardKalvar
 
"The photograph is completely abstracted from life, yet it looks like life. 
That is what has always excited me about photography."
 
ขอบคุณที่อ่านนะครับ 8-)
 


© 2012 - 2017 Street Photo Thailand